ค่ำวันก่อน - ขี่จักรยานผ่านศาลพระพรหม
เห็นหนุ่มสาวนั่งประณม กราบไหว้
มีธูป เทียนบูชาและมาลัย
เขาตั้งใจอธิษฐาน อ้อนวอน

นักศึกษานางหนึ่งหันมาทัก
เรายิ้มทัก ละเธอไว้ - ขอไปก่อน
ให้สงบ กับความหวัง ดังขอพร
สอบ final เทอมนี้ คงมีเฮ

ต้องได้ A และ A A เท่านั้น
หากไม่เป็นเช่นนั้นคงจบเห่
ท้าวพรหม พรมมนต์ อย่าสนเท่ห์
หากได้ A จะถวายควายเป็นตัว

เสียงโซ่จักรยาน แขรก แขรก แขรก
เปลี่ยวแปลก แหวกไปในเงาสลัว
คิดถึงวัว คิดถึงควายอีกหลายตัว
คิดถึงตัวเราเอง วังเวงใจ

เป็นอาจารย์สอนหนังสือ
ทำไมฤา นักศึกษา ไม่ถามไถ่
อันความรู้ ก็พอมี แล้วทำไม
เขาจึงไป ไหว้วอน อ้อนท้าวพรหม

หรือลำพัง ความรู้ ยังไม่พอ
จึงต้องขอ ความอัศจรรย์ เข้ามาข่ม
หรือไม่เชื่อ ในปัญญา ที่สั่งสม
จึงหมอบคลานซานซมขอพรหมมนต์ฯ
...


...
ก่อนค่ำวันก่อน
ประตูห้องสองบานเปิดกว้าง
พัดลมเพดานทุกตัวยังคงหมุน
แอร์คอนดินชันสองเครื่องยังคงกระหึ่ม
ไอเย็นแผ่ซ่านเจือจานออกมานอกห้อง
ไฟทุกดวงสว่างไสว เก้าอี้ทุกตัวว่างเปล่า
พื้นห้องเกลื่อนด้วยกล่องนม ถุงขนม ถ้วยพลาสติก ทิชชู กระป๋องน้ำอัดลม
อาจารย์และนักศึกษาละทิ้งห้องเรียนไปนานแล้ว
แต่ทุกอย่างข้างในห้องยังคงดำรงอยู่ในสภาพเช่นนั้น
และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่มีทางเป็นครั้งสุดท้าย

...

...
ครึ่งชั่วโมงแล้ว
๑๕ คือ จำนวนนักศึกษาที่เช้าชั้นเรียน
๑๘ คือ คนที่ยังไม่ปรากฏกายในห้องเรียนตอนเก้าโมงเช้า
คนที่มาก่อนบอกว่า พวกเขายังไม่ตื่นนอน
ห้องเรียนกำลังรบกวนเวลาพักผ่อนของคนหนุ่มสาว

...

...
สองสามปีมานี่
คำตอบจากนักเรียนที่เข้าสอบสัมภาษณ์เรียนต่อมหาวิทยาลัย ว่างเปล่า
นักเรียนไม่มีความรู้ สิ่งที่รู้ไม่ได้ส่อให้เห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติ
ในร้อยอาจจะมีเพียง ๕ ที่น่าจะฝากฝันฝากหวังกับพวกเขาได้
แต่มหาวิทยาลัยบ้านนอกหรือจะเป็นที่มั่นหมายของคนเก่งอย่างนั้น

...

เด็กทุกวันนี้มีทางเลือกมากมาย
เพราะระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมันเปิดกว้างให้พวกเขา
จนทำให้เขากลายเป็นพวกมีโอกาสมากมายมหาศาล
แต่การมีโอกาสก็ไม่ได้หมายความว่า ปราศจากวิกฤต
...

สิ่งหนึ่งที่พบเสมอ ก็คือ
เมื่อพวกเขามีโอกาสมากขึ้น
ความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้าชะตากรรมเพียงลำพังของพวกเขาถดถอย
หลายคนมาเรียนที่นี่ เพราะใกล้บ้าน
หลายคนเลือกสอบเข้าบางคณะเพราะคะแนนไม่สูง
ถามพวกเขาว่า ความฝันของเขาอยู่ที่นี่ไหม คำตอบคือไม่
เมื่อถามทำไมไม่ไล่ตามความฝันสูงสุดของตัวเองไกลกว่านี้
คำตอบ ก็คือ เอาที่ชัวร์ไว้ก่อน save play ไว้ก่อน

หลายคน จบ ม.๖ ไม่รู้แม้แต่ชื่อเมืองหลวงของกัมพูชา
แต่นโยบายทำการศึกษาให้เป็นการค้าก็พร้อมจะอ้าแขนรับพวกเขามาจับจ่าย
และใช้ชีวิตให้หมดเปลืองไปอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร

...

..

สี่ปีกว่าแล้ว
ผมเป็นกรรมกรสอนหนังสือในโรงเพาะเลี้ยงคนง่อยเปลี้ยในวัยเจริญพันธุ์
เพื่อนอาจารย์บางคนบอกว่า
หากคนส่วนใหญ่ที่มาใส่ยูนิฟอร์มนักศึกษาตัดสินใจลาออกไปทำมาหากิน
ครอบครัว ประเทศชาติ และตัวเขาน่าจะมีอนาคตกว่ามาเสียเวลาเหลาะแหละ เหยาะแหยะในมหาวิทยาลัยตั้งสี่ห้าปี
๔ - ๕ ปีสำหรับคนทำมาหากินนั้น เปลี่ยนหน้าเป็นหลัง สามารถรังสรรค์บันดาลการงานอนาคตได้มหาศาล
แต่ ๔ - ๕ ปีของคนที่ไม่มีความฝันมันหมายถึงอะไร
เพราะลำพังความฝันส่วนตัวยังมืดมัว พร่าเลือน
แล้วความฝันสาธารณะล่ะ ?
ความหวังที่จะได้เห็นการอุทิศตนเพื่อคนอื่น
เราจะยังคงคาดหวังจากพวกได้ไหม ?

...

...
แล้วยังไง? ทำไมหรือ ?
ไม่รู้สิ "สมอง"กับ "ส้นตีน" อาจจะต้องสัมพันธ์กันมากขึ้นกระมัง
เมื่อพวกเขา - คนหนุ่มสาวอยู่ในที่ที่เรียกว่า "สังคมแห่งปัญญา"
ก็กลับพบว่า ความมุ่งมั่นเพื่อเอาสติปัญญากลับอ่อนล้าและถดถอย
ครั้นเมื่อกลับไปสู่วิถีการผลิตอันเป็นรากเหง้าของชีวิตพวกเขา
ก็พบว่า เขาและเธอกลายเป็นพวกตีนบางและง่อยเปลี้ย กลัวเสียเหงื่อ
ขณะที่ สำนึกสาธารณะ คงอยู่ไกลออกไปหลายช่วงตัว

______________________________________________________


______________________________________________________

ภาพห้องเรียนที่ถูกทิ้งร้างไว้
ขณะที่กระบวนการสูบใช้พลังงานที่มาจากการปล้นชิงจากคนจน
ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไร้ประโยชน์
...
จะหลงเหลือความหวังใดกับการศึกษา
หนุ่มสาวผู้ไฝ่ฝันถึงดวงดาวเพื่อคนอื่น
จะมีให้เราฝากฝันกันสักกี่มากน้อยเชียว?